รายอแน : วันรวมญาติที่มีเฉพาะกิจชายแดนใต้
รายอแน : วันรวมญาติที่มีเฉพาะชายแดนใต้
อับดุลสุโก ดินอะ :เรียบเรียง
17 เมษายน 2567 ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมญาติฝั่งภรรยา ที่บ้านคลองควาย ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เหมือนทุกๆปี ซึ่งพี่น้องชายแดนใต้ เรียกว่า รายอแน โดยปีนี้มีญาติๆฝั่งภรรยากว่า 100 คน (ลูกหลานโต๊ะกายอ)มาร่วมกิจกรรมพบปะ (ชมคลิปและภาพย้อนหลังใน https://www.facebook.com/share/p/ftvdFX9hr2GS3sFF/?)
“รายอแน” เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นประเพณีที่มีเฉพาะชายแดนใต้ รายอแน แม้ไม่มีระบุในคำสอนของศาสนาก็คือ จะถือโอกาสนี้เฉลิมฉลองกันอีกครั้ง มีการทำอาหารเลี้ยงกัน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษที่เสียชีวิต เยี่ยมกุโบร์ (สุสาน) ทำความสะอาดกุโบร์ และอ่านอัลกุรอาน มุสลิมมลายูที่นี่เรียกวันนี้ว่า “รายอแน”
ในปีนี้วันรายอแนตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2567 เหตุที่เรียกว่า “รายอแน” มาจากภาษามลายู เพราะ “แน” แปลว่า “หก” หมายถึงการถือศีลอดเพิ่มอีก 6 วันในเดือนเชาวาลนั่นเอง และเป็นสิ่งที่พี่น้องมลายูมุสลิมปฏิบัติสืบเนื่องกันมากระทั่งถึงทุกวันนี้
ทำไม มุสลิมมลายูมุสลิมชายแดนใต้จึงจัดให้มีรายอแน ทั้งๆที่ไม่มีระบุในหลักศาสนาหรือวิถีวัฒนธรรมของชาวอาหรับ หรือชุมชนมุสลิมประเทศอื่น
ครับ ผู้เขียนมีทัศนะว่านี่น่าจะเป็นอุบายหรือเป็นความชาญฉลาดของผู้รู้ในอดีตที่เป้าประสงค์หลายประการดังนี้
1. ต้องการให้คนในหมู่บ้านได้ถือศีลอด หกวัน หลังรอมฎอน เพราะการถือศีลอดในหกวันของเดือนรอมฎอนนั้น ท่านศาสนทูตสนับสนุน ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ความว่า
“ผู้ใดที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน แล้วเขาได้ถือศีลอดต่ออีกหกวันในเดือนเชาวาล นั่นเสมือนกับว่าเขาได้ถือศีลอดถึงหนึ่งปี” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1164)
โต๊ะครูในอดีต จึงนัดชาวบ้านทำอาหาร เพื่อขอบคุณพระเจ้าที่เขาและชุมชนโดยเฉพาะคนแก่ๆสามารถถือศีลอดเต็มหกวัน ซึ่งไม่ใช่ง่ายเช่นกันที่แต่ละคนจะทำได้ และ จึงเรียกวันวันนั้นว่า รายอแน เป็นคำเรียกด้านภาษา มิใช่รายอ หรือความหมายตามศาสนบัญญัติซึ่งในอิสลามมีเพียงสองวันเท่านั้น คือ อิดิลฟิตรฺ และอีดิลอัฎฮา
โดยท่านศาสนฑูตมูฮัมมัด ได้กล่าวไว้ความ ว่า "อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนสองวันนี้ (ที่พวกท่านกำลังฉลองอยู่ตามประเพณีอาหรับโบราณ) ด้วยสองวันอันประเสริฐยิ่งกว่า คือ วันอีดิ้ลฟิตรฺ และวันอีดิลอัฎฮา"
ซึ่งหาก มุสลิมคนใดถือว่าวันนี้ เป็นวันหรือคำด้านศาสนบัญญัติก็จะเป็นบิดอะห์ทันที และผมก็มั่นใจว่าอุลามาอ์ในอดีตคงมีองค์ความรู้พอ เพียง อุลามาอ์รุ่นหลังจะต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ
ประเด็นต่อมา การเยี่ยมเยียน ญาติพี่น้อง อันเนื่องมาจากคนมลายูมุสลิมมีญาติเยอะและนิยมเยี่ยมญาติ การเยี่ยมญาติหรือแม้กระทั่งสุสานญาติไม่ว่าฝ่ายสามี หรือภรรยา ในวันอีดเพียงวันเดียวไม่เพียงพอต้องใช้เวลา
ครั้นจะเยี่ยมญาติต่อเลยในวันอีดดิลฟิตร์ ก็ติดกับการถือศีลอดอีกหกวัน ซึ่งถ้าหยุดการถือศีลอดหลายๆวัน เขาก็กลัวว่าจะไม่สามารถต่อให้ติด ดังนั้นจึงตัดสินใจถือศีลอดต่อ พอถือศีลอดเสร็จ วันที่เจ็ดจึงตั้งเป็นประเพณี ให้วันเยี่ยมญาติกัน และเป็นที่รู้ก็ของชาวบ้าน ซึ่งการเยี่ยมญาติ การเยี่ยมสุสานศาสนาสนับสนุนอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน ดังนั้นการนัดจนเป็นประเพณี จึงง่ายในการจัดการชุมชน ซึ่งมันไม่ใช่อีบาด๊ะห์ที่เจาะจง
หมายเหตุอ่านบทความผู้เขียนเพิ่มเติมใน https://deepsouthwatch.org/th/node/10964
อับดุลสุโก ดินอะ :เรียบเรียง
17 เมษายน 2567 ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมญาติฝั่งภรรยา ที่บ้านคลองควาย ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เหมือนทุกๆปี ซึ่งพี่น้องชายแดนใต้ เรียกว่า รายอแน โดยปีนี้มีญาติๆฝั่งภรรยากว่า 100 คน (ลูกหลานโต๊ะกายอ)มาร่วมกิจกรรมพบปะ (ชมคลิปและภาพย้อนหลังใน https://www.facebook.com/share/p/ftvdFX9hr2GS3sFF/?)
“รายอแน” เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นประเพณีที่มีเฉพาะชายแดนใต้ รายอแน แม้ไม่มีระบุในคำสอนของศาสนาก็คือ จะถือโอกาสนี้เฉลิมฉลองกันอีกครั้ง มีการทำอาหารเลี้ยงกัน ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษที่เสียชีวิต เยี่ยมกุโบร์ (สุสาน) ทำความสะอาดกุโบร์ และอ่านอัลกุรอาน มุสลิมมลายูที่นี่เรียกวันนี้ว่า “รายอแน”
ในปีนี้วันรายอแนตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2567 เหตุที่เรียกว่า “รายอแน” มาจากภาษามลายู เพราะ “แน” แปลว่า “หก” หมายถึงการถือศีลอดเพิ่มอีก 6 วันในเดือนเชาวาลนั่นเอง และเป็นสิ่งที่พี่น้องมลายูมุสลิมปฏิบัติสืบเนื่องกันมากระทั่งถึงทุกวันนี้
ทำไม มุสลิมมลายูมุสลิมชายแดนใต้จึงจัดให้มีรายอแน ทั้งๆที่ไม่มีระบุในหลักศาสนาหรือวิถีวัฒนธรรมของชาวอาหรับ หรือชุมชนมุสลิมประเทศอื่น
ครับ ผู้เขียนมีทัศนะว่านี่น่าจะเป็นอุบายหรือเป็นความชาญฉลาดของผู้รู้ในอดีตที่เป้าประสงค์หลายประการดังนี้
1. ต้องการให้คนในหมู่บ้านได้ถือศีลอด หกวัน หลังรอมฎอน เพราะการถือศีลอดในหกวันของเดือนรอมฎอนนั้น ท่านศาสนทูตสนับสนุน ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ความว่า
“ผู้ใดที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน แล้วเขาได้ถือศีลอดต่ออีกหกวันในเดือนเชาวาล นั่นเสมือนกับว่าเขาได้ถือศีลอดถึงหนึ่งปี” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1164)
โต๊ะครูในอดีต จึงนัดชาวบ้านทำอาหาร เพื่อขอบคุณพระเจ้าที่เขาและชุมชนโดยเฉพาะคนแก่ๆสามารถถือศีลอดเต็มหกวัน ซึ่งไม่ใช่ง่ายเช่นกันที่แต่ละคนจะทำได้ และ จึงเรียกวันวันนั้นว่า รายอแน เป็นคำเรียกด้านภาษา มิใช่รายอ หรือความหมายตามศาสนบัญญัติซึ่งในอิสลามมีเพียงสองวันเท่านั้น คือ อิดิลฟิตรฺ และอีดิลอัฎฮา
โดยท่านศาสนฑูตมูฮัมมัด ได้กล่าวไว้ความ ว่า "อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนสองวันนี้ (ที่พวกท่านกำลังฉลองอยู่ตามประเพณีอาหรับโบราณ) ด้วยสองวันอันประเสริฐยิ่งกว่า คือ วันอีดิ้ลฟิตรฺ และวันอีดิลอัฎฮา"
ซึ่งหาก มุสลิมคนใดถือว่าวันนี้ เป็นวันหรือคำด้านศาสนบัญญัติก็จะเป็นบิดอะห์ทันที และผมก็มั่นใจว่าอุลามาอ์ในอดีตคงมีองค์ความรู้พอ เพียง อุลามาอ์รุ่นหลังจะต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ
ประเด็นต่อมา การเยี่ยมเยียน ญาติพี่น้อง อันเนื่องมาจากคนมลายูมุสลิมมีญาติเยอะและนิยมเยี่ยมญาติ การเยี่ยมญาติหรือแม้กระทั่งสุสานญาติไม่ว่าฝ่ายสามี หรือภรรยา ในวันอีดเพียงวันเดียวไม่เพียงพอต้องใช้เวลา
ครั้นจะเยี่ยมญาติต่อเลยในวันอีดดิลฟิตร์ ก็ติดกับการถือศีลอดอีกหกวัน ซึ่งถ้าหยุดการถือศีลอดหลายๆวัน เขาก็กลัวว่าจะไม่สามารถต่อให้ติด ดังนั้นจึงตัดสินใจถือศีลอดต่อ พอถือศีลอดเสร็จ วันที่เจ็ดจึงตั้งเป็นประเพณี ให้วันเยี่ยมญาติกัน และเป็นที่รู้ก็ของชาวบ้าน ซึ่งการเยี่ยมญาติ การเยี่ยมสุสานศาสนาสนับสนุนอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน ดังนั้นการนัดจนเป็นประเพณี จึงง่ายในการจัดการชุมชน ซึ่งมันไม่ใช่อีบาด๊ะห์ที่เจาะจง
หมายเหตุอ่านบทความผู้เขียนเพิ่มเติมใน https://deepsouthwatch.org/th/node/10964